วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555″

พญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ในนามบริษัท สกายไลน์ เฮลท์แคร์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริมภายใต้แบรนด์ “กิฟฟารีน” รับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555” รางวัลสถานประกอบการที่โดดเด่นด้านกระบวนการผลิตและจริยธรรมในสถานประกอบการ ในประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร โดยมี นพ. สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติมอบรางวัล ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ เมื่อเร็วๆ นี้




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้




Top 25 Women CEO “พญ.นลินี ไพบูลย์”

หนึ่งในผู้ถูกจัดอยู่ในทำเนียบผู้หญิงเก่งแน่นอนต้องมีชื่อของ “พญ.นลินี ไพบูลย์” หรือ หมอต้อย ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ที่ผันชีวิตตัวเองหันมาเป็น “นักธุรกิจขายตรง” สร้างอาณาจักร “กิฟฟารีน” จากยอดขายปีแรกเพียง 384 ล้านบาท ไต่เพดาสสู่ยอดขายกว่า 5,000 ล้านบาท ภายในเวลา 16 ปี จนกลายเป็นหลุ่มบริษัทขายตรงชั้นนำของโลกที่มีผลประกอบการสูงติดหนึ่งในร้อยบริษัท ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Direct Selling News ในสหรัฐ




พญ.นลินี เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจดำเนินธุรกิจกิฟฟารีน เมื่อปี 2539 ว่า เป็นเพราะเคยมีประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงมาก่อนทว่าก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจ เธอต้องแก้โจทย์ 3 ข้อให้ได้ก่อน

ข้อแรกคือ ต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่นในแบรนด์กิฟฟารีน

ข้อที่สอง คุณภายสินค้าต้องมาก่อน

ข้อสุดท้าย ภายที่คนมองธุรกิจขายตรง ยังมีความไม่เข้าใจอยู่มาก ส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานที่ไปกดดันคนอื่น ไปบังคับหรือเปล่าจึงต้องออกแบบวิธีการทำงานให้สะดวกใจคนไทยมากที่สุด



กฏเหล็กเจ้าแม่กิฟฟารีน



- คิดต่าง เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง



- เชื่อมั่นในตนเอง ทว่าพร้อมเปิดใจเรียนรู้



- ทุ่มเท สนุกสนาน ยึดหยุ่น ไม่ยึดติด



- เป็นนักวางแผนที่ดี



“นิสัยคนไทยไม่ชอบงานขาย แต่มีความต้องการที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจมากกว่า ดังนั้นการปรับเปลี่ยนนิสัยคนไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย การเชิญให้มาเป็นเจ้าของร่วมกันซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าเพียงแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและจริงใจต่อกัน”



โดยเธอจะบอกนักธุรกิจอยู่เสมอว่า ธุรกิจนี้ “ไม่ได้ขายของ” แต่เป็น “การสร้างเครือข่ายผู้ใช้” เพราะฉะนั้นการออกแบบธุรกิจของกิฟฟารีนจะเป็นโครงสร้างที่ทำให้นักขายรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบริษัทลูก



คุณหมอ นลินี บอกว่า ภารกิจปั้นแบรนด์กิฟฟารีนสำเร็จเกินความคาดหมาย เพียงปีแรกยอดขายพุ่ง 384 ล้านบาท ก่อนก้าวกระโดด เป็น 1,500 ล้านบาทในปีที่ 2 เติบโตถึง 4-5 เท่าตัว จนสินค้าขาดตลาด ทำให้เกิดวิกฤติการขายอย่างหนัก จนปีที่สาม สี่ ธุรกิจจึงตั้งหลักได้



จนทุกวันนี้ กลายเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบให้แบรนด์อื่นๆ เดินตามรอย



อย่างไรก็ตามธุรกิจใช่ว่าจะไร้อุปสรรค!!



“จะว่าไปแล้วไม่ใช่เราไม่มีอุปสรรค เรามีมาตลอด เหนื่อยมากเพราะตอนนั้นเป็นสินค้าใหม่ แบรนด์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังเป็นของคนไทยด้วย ความเชื่อมั่นไม่ค่อยมีก็ต้องสร้างกำลังใจให้กับนักขายค่อข้างมาก ปีแรกเรามีปัญหาเรื่องการโตเร็ว แย่มากๆ ตรงที่เราเตรียมสินค้าไม่ทัน แต่ในที่สุดปัญหาก็ลุล่วงไปได้ คุณหมด นลินีกล่าว



สำหรับเธอแล้ว หลักการบริหารที่ทำให้ กิฟฟารีน มีวันนี้เกิดจากการวางโมเดลธุรกิจที่มีรูปแบบ “แตกต่าง-โดนใจ” ตกผลึกมาจากประสบการณ์ และวิธีคิดแบบผู้ที่อยู่ในอาชีพหมอโดยเฉพาะการตีโจทย์ความต้องการผู้บริโภอย่างลึกซึ่ง การวางโปรดักซ์ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบผลตอบแทนตัวแทนขาย เช่น เดียวกับผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ



ธุรกิจขายตรง ยังมีความแตกต่างไปจากธุรกิจอื่นๆ มีอะหรมากกว่า “รายได้-กำไร” เพราะเป็นงานที่ทำแล้วได้ความสุขที่เกิดจากการหยิบยื่นให้กับลูกค้าผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์



“เราได้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กับใครๆ ฟังล้วเหมือนนิยาย แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นงานที่ได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน ตอนที่เปิดกิฟฟารีนในใจมีความรู้สึกอยากจะสอน อยากจะถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ที่มีให้คนไทยที่อยากจะเป็นเจ้าของกิจการ ให้เขามีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่เข้าสร้าง” พญ.นลินี กล่าว



ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงของหมอต้อยจึงไม่ได้วัดที่ตัวเลขเพียงอย่งเดียว แต่วันจากคนหลายแสนครอบครัวที่อยู่กับกิฟฟารีนแล้วมความสุข เหมือนรางวัลชีวิตที่มาหาเราทุกวินาที



เธอบอกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเหนื่อย หรือท้อกับการบริหารคนจำนวนมาก โดยมองว่าการที่ได้รู้จักคนมากๆ เหมือนการอ่านหนังสือที่แตกต่างกันลักษณะการทำงานของเธอยังต่างจากซีอีโออื่นๆ ตรงที่ต้องดูแลคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือพนักงานประจำ ก็จะหมือนซีอีโอ ท่านอื่นๆที่ดูแลสตาฟฟ์ในบริษัทตนเอง กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ ดูแลนักธุรกิจอิสระที่ชวนเข้ามาเป็นเจ้าของบริษัทลูก โดยเขาไม่ใช่ลูกจ้างเรา ไม่ได้รับเงินเดือนหรือรายได้จากเรา แต่เขามาสร้างกิจการของเขาเอง ก็ช่วยเหลือดูแล



งานของเธอเปรียบไปก็เหมือนการเป็นทั้งครูที่ต้องให้ความรู้ ให้กำลังใจคน และยังต้องเจอปัญหาหลายๆ แบบ เจอคนหลายๆ ลักษณะบนพื้นฐานที่ต้องทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือนักธุรกิจแต่ละคนก็เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นความท้าท้ายที่สนุก



“ถ้าเราคิดจะท้อกับการเจอคน จะทำงานแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะงานแบบนี้คืองานที่ต้องเจอคนตลอดเวลา” เธอบอก



ขณะที่หลักการทำงานของเธอ คือต้องเชื่อมั่นในตัวเองและเรียนรู้ในงาน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนิสัที่เป็นคนไม่ยึดติด ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่ง แต่การที่จบหมอแล้วมาทำธุรกิจ ทำให้ค่อนข้างจะ zero based คือมีใจที่จะมองทุกอย่างอยู่ตรงกลาง และพร้อมจะเริ่มต้นจากศูนย์



“อะไรที่เราไม่รู้ เราต้องเรียนรู้ เราก็ต้องไปฟังไปอ่าน เพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ เพราะฉะนั้นความไม่ยึดติดตรงนี้ทำให้เราเป็นคนที่มีความยึดหยุ่น มีความคล่องตัวสูงที่จะปรับตัวที่จะยอมรับคนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”



เธอยังเป็นคนที่ใช้ใจทำงาน และเป็นคนที่สนุกสนาน ไม่เก็บความทุกข์มาไว้ในใจมากมาย มองว่าเวาลานอนก็ต้องวางภาระ แล้ววันรุ่งขึ้นก็ต้องดูแลสิ่งที่ได้เตรียมมาอย่างดีที่สุดต้องวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ว้าองทำอะไรก่อนหลัง



“ขายตรงยังเป็นงานสนุกถ้าเรารักมัน แต่เป็นงานที่เหนื่อย เพราะจะไม่มีวันพักผ่อน เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องออกไปต่างจังหวัด ถามว่ามีเรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิตไหม “มี” เราจะเจอคนไม่ดีไหม “มี” แต่ถ้าเราผ่านไปได้ นั้นหมายความว่าต่อไปนี้ อะไรที่ง่ายกว่านี้เราทำได้หมด เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวถนนของคนเก่งต้องเป็นถนนของคนที่ผ่านอุปสรรคมามากพอสมควร แต่ว่าล้มแล้วก็ต้องลุกให้เป็นแล้วก็วิ่งเลย”



สำหรับหมอต้อยแล้ว เธอบอกว่าความยิ่งใหญ่ของกิฟฟารีนในวันนี้ มาเกิดกว่าความฝันแล้ว แต่ต้องเดินต่อไป เดินต่อไปวันนี้คงไม่ใช่ความฝันของตัอง แต่เป็นการเดินเพื่อสานต่อความฝันของผู้อื่นที่เข้ามาอยู่ในกิฟฟารีนมากกว่า ต้องดูแลบริษัทให้เติบโตต่อไป เพราะว่าทุกคนมีความคาดหวัง



พนักงานก็อยากมีโบนัส มีสวัดิการเพิ่มขึ้น นักธุรกิจที่เข้ามาก็อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนันเราจึงเติบโต



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ



กิฟฟารีนติดอันดับที่ 56 ขายตรงโลก

“กิฟฟารีน-Giffarine” แบรนด์ขายตรงพันธุ์ไทยผงาดเวทีโลก หลังถูกจัดอันดับติดทำเนียบในกลุ่มบริษัทขายตรงชั้นนำของ โลก 100 ลำดับแรกที่มีผลประกอบการสูงสุดประจำปี 2011 ซึ่งกิฟฟารีนเป็นบริษัทขายตรงหลายชั้นแบรนด์ไทยเพียง แบรนด์เดียวที่ได้รับการจัดอันดับที่ 56 โดยนิตยสาร Direct Selling News ใน สหรัฐอเมริกา ตอกย้ำผู้นำแบรนด์ขายตรง เลือดไทย ส่วนการขยายตลาดรับ AEC เตรียมปักธงเวียดนาม, อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์




จากการประกาศผลการจัดอันดับในเว็บไซต์ www.directsellingnews.com (The 2011 Direct Selling News Global 100) เพื่อจัดอันดับบริษัทขายตรงชั้นนำจาก ทั่วโลกที่มีผลประกอบการสูงติดอันดับ 1-100 โดยนิตยสาร Direct Selling News ในประเทศสหรัฐอเมริกา นิตยสารดังกล่าวเป็นนิตยสารที่นำเสนอเนื้อหาข่าวสารข้อมูล ในอุตสาหกรรมขายตรงโลกในเชิงวิเคราะห์ เจาะลึก และอัพเดตข่าวสารของบริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และนำไปใช้ในธุรกิจเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ โดยพิจารณาจากข้อมูลผลประกอบการปี 2554 ของบริษัทเครือข่ายชั้นนำทั่วโลก ผลการจัดอันดับล่าสุดได้จัดอันดับให้ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด อยู่ในลำดับที่ 56 ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงหลายชั้นจากประเทศไทยรายเดียวที่ติดอันดับ Top 100 ในกลุ่มบริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลกที่มีผลประกอบการสูงที่สุดตามลำดับ ด้วยตัวเลขผลประกอบการที่ 169 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ



พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า “เป็นความภาคภูมิใจของกิฟฟารีน บริษัทเครือข่ายสัญชาติไทย ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทขายตรงจากประเทศไทยที่สามารถสร้างผลประกอบการสูงติดอันดับหนึ่งใน 100 ลำดับ แรกของโลก นับเป็นการตอกย้ำจุดแข็งในเรื่องของความสำเร็จของการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในด้าน การสร้างแบรนด์ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นสำคัญ ซึ่งกิฟฟารีนได้ทุ่มเทและให้ความ สำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดระยะของการดำเนินธุรกิจ จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จครั้งสำคัญของผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ไทย ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และนักธุรกิจเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำมาซึ่งยอดจำหน่ายที่บ่งบอกถึงการได้รับการยอมรับในวงกว้าง



“ยิ่งไปกว่านั้น การได้รับการจัดอันดับ ในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งสำหรับกิฟฟารีน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ เลย หากขาดความร่วมมือร่วมใจและทุ่มเท ของเครือข่ายนักธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภค รวมถึงพนักงานกิฟฟารีนทั้งที่สำนักงาน โรงงาน และศูนย์ธุรกิจทุกคน ที่นำมาซึ่งหลากหลายรางวัลที่กิฟฟารีนได้รับ และการ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค จึงเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของกิฟฟารีนที่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ การสร้างความสำเร็จอย่างแท้จริงให้แก่นักธุรกิจ กิฟฟารีน รวมถึงการสร้างแบรนด์ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 16 ปี จึงเป็นที่มาของยอด จำหน่ายที่สามารถนำพาชื่อเสียงจนติดอันดับ Top 100 ของโลก” พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม



กิฟฟารีนเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น 10% ทุกปี มียอดจำหน่ายรวมประจำปี 2554 ทั้งสิ้น 5,488 ล้านบาท มีผลประกอบการโดยรวมแล้วเกินกว่า 45,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมอบผลประโยชน์ให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีนไปแล้ว เกินกว่า 20,700 ล้านบาท มีสมาชิกมากกว่า 6,000,000 รหัส และมีนักธุรกิจกิฟฟารีนที่ประสบความสำเร็จ เป็นผู้มีรายได้รวมเกินกว่าหลักล้านขึ้นไปแล้วมากกว่า 1,000 คน มีระบบสนันสนุนทางการตลาดที่มอบประโยชน์สูงสุดในการขยายเครือข่ายผู้บริโภคของนักธุรกิจ และในการขยายตลาด ในต่างประเทศกิฟฟารีนได้เปิดตลาดอย่างเป็นทางการใน 4 ประเทศ คือ พม่า, กัมพูชา, ลาว และมาเลเซีย และมีแผนการขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ และปัจจุบันกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจทั่วโลกกว่า 141 สาขา โดยมีสาขาอยู่ในประเทศ 112 สาขา



ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาส แรกของปีนี้มีอัตราการเติบโตเป็นไปตามเป้า โดยเติบโตขึ้นประมาณ 7-10% ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายของบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เกิดจากแผนการดำเนิน งานต่างๆ ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการ เตรียมป้องกันโรงงานรับมือสถานการณ์น้ำท่วมปี 55 หลังจากบริษัทเคยได้รับผลกระทบจากวิกฤติมหาอุทกภัย ซึ่งกระทบฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนครนานเกือบ 2 เดือน เมื่อปลายปี 2554



“การกู้โรงงานส่งผลให้สถานการณ์ของบริษัทดีขึ้น เนื่องจากขวัญและกำลังใจของสมาชิกเริ่มกลับมา กำลังการผลิตก็เดินเครื่องได้เช่นเดิม จึงทำให้บริษัทผลิตสินค้าออกมาเพียงพอต่อความต้องการของ ผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายในช่วงไตรมาสแรก ของปีนี้มีอัตราการเติบโตเป็นไปตามเป้า”



นอกจากสถานการณ์โรงงานที่เริ่มกลับมาผลิตได้อย่างเต็มกำลังแล้ว นายพงศ์พสุ ยังเปิดเผยต่อว่า ปัจจัยอีกด้านหนึ่งที่ทำให้เป้าหมายในไตรมาสแรกประสบ ความสำเร็จ คือ การที่บริษัทได้จัดงานฉลอง ครบรอบ 16 ปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานดังกล่าวบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 2 รายการด้วยกัน คือ กิฟฟารีน อะบาโลน โกลด์ 3X และGluta-Curcuma CE โดยกิฟฟารีน อะบาโลน โกลด์ 3X เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากอะบาโลนเดิม แต่บริษัทได้เพิ่มความเข้มข้นของคอลลาเจนขึ้นถึง 3 เท่า และเพิ่มส่วนผสมใหม่ คือ มิกซ์เบอร์รี่กับไซเบอร์จากผลไม้ ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวจึงถือเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะสร้างยอดขายให้กับบริษัท



ทั้งนี้ นางพงศ์พสุ ยังได้กล่าวในตอน ท้ายว่า “การเปิดตลาด AEC ตนมองว่า เป็น สัญญาณบวกมากกว่าสัญญาณลบ เพราะตลาด AEC จะเป็นฐานธุรกิจสำคัญ ที่ทำให้กิฟฟารีนเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง แต่การที่เราจะสร้างโอกาสในการเปิดตลาดเสรีอาเซียนได้ เราต้องพยายามศึกษาความเสี่ยงต่างๆ ของการเข้าไปขยายเครือข่าย ในแต่ละประเทศให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ตนมั่นใจว่าด้วยศักยภาพที่บริษัทมี และคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์น่าจะทำให้ตลาดต่างประเทศ มีอัตราการเติบโตที่ดี”



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1308 ประจำวันที่ 13-6-2012 ถึง 15-6-2012



กิฟฟารีนปิดยอด ปี2554 ที่ 5,488 ล้าน

คนต้นแบบ พญ.นลินี ไพบูลย์

“กิฟฟารีน” แถลงอัตราการเติบโตประจำปี 54 ปิดยอดจำหน่ายที่ 5,488 ล้าน บาท โดยมีอัตราเติบโตที่ 11.7 เปอร์เซ็นต์ ย้ำความสำเร็จกับผลงานการฝ่าวิกฤติมหาอุทกภัยที่กระทบฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนครนานเกือบ 2 เดือน พร้อมเตรียมการป้องกันโรงงานรับมือพยากรณ์น้ำท่วมปี 55 เผยกลยุทธ์รุกตลาดด้วย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในงานครบรอบ 16 ปี ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมีนาคม ภายใต้ธีม “Positive Thinking” พร้อมอัดโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย จัดเต็มอบรมเข้มผลิตพนักงานขายมืออาชีพ พร้อมส่งตรงสื่อธุรกิจเจาะลึกทั่วทุกภูมิภาค




พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีที่กิฟฟารีนได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทำให้เราเก่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น และมีความรักสามัคคีกันในกลุ่มนักธุรกิจมากยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และน่าชื่นชม ที่สำคัญในปี 2554 ที่ผ่านมากิฟฟารีนสามารถสร้างยอดจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2554 ได้เป็นจำนวน 5,488,000,000 บาท โดยเติบโตที่ 11.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า โดยต้องถือว่าในปีนี้เราเตรียมตัวได้ดีในการสร้างยอดจำหน่ายตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนช่วงน้ำท่วม เติบโตถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 10 เดือนแรก และมีการเติบโตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างน่าสนใจ แม้ในช่วงของมหาอุทกภัยที่เข้าสู่ฐานการผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครก็ตาม พ.ญ.นลินี กล่าว



ในส่วนของแผนรุกตลาดในปี 2555 นั้น พ.ญ.นลินี กล่าวว่า ได้วางแผนในการรุกตลาดด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สร้างกระแสในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างความแตกต่าง และสร้างความคึกคักในวงการธุรกิจขายตรง พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษกระตุ้นยอดตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ยังมีการวาง แผนฝึกอบรม พร้อมๆ ไปกับการจัดกิจกรรม สัมมนา และเอ็กซ์โป ทั่วประเทศ และกิฟฟารีนยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ธุรกิจ และตั้งเป้าหมายของยอดจำหน่ายในปี 2555 ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น และทุ่มเทเพื่ออัตราการเติบโตให้ได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆ ปี



ในปีนี้กิฟฟารีนยังมีแผนในการสร้างจุดแข็งในเรื่องของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ตาม คอนเซปต์ของการสรรหาวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อมอบให้กับผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาเครือข่าย นักธุรกิจตามแผน Uni-Level นั้น ในปีนี้ยัง มีความน่าสนใจ คึกคัก และชวนติดตาม ทั้ง ในส่วนของผลประโยชน์ และสิทธิประโยชน์ มากมายให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมานั้น กิฟฟารีน มีจำนวนนักธุรกิจรวม 510,000 รหัส ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 6,201,000 รหัส



ในปีนี้กิฟฟารีนเตรียมฉลองครบรอบ 16 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ธีม “Positive Thinking” ที่มีแนวคิดในการรณรงค์ให้นักธุรกิจกิฟฟารีนร่วมกันคิดบวก และผนึกกำลัง สร้างสรรค์เครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ เพราะในปีที่ผ่านมาถึงน้ำจะเข้าท่วมโรงงานของกิฟฟารีน แต่ไม่สามารถ ท่วมใจของนักธุรกิจกิฟฟารีนได้ พร้อมเดินหน้า พิชิตยอดขาย 6,000 ล้านบาทให้ได้ในปีนี้



กิฟฟารีนยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณภาพที่ดีที่สุดสู่ผู้บริโภค ตลอดจนกระบวน การเลือกสรรวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานจากทั่วทุกมุมโลก วันนี้กิฟฟารีนจึงเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐาน สากล และเติบโตเคียงคู่สังคมไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชนทั่วประเทศ ปัจจุบันมีศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนทั้งหมด 112 แห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้บริการ “เดลิเวอรี่” เพื่อบริการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคครอบ คลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยผู้สนใจธุรกิจ และ ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนสามารถโทร.สอบถามได้ที่ Giffarine Call Center โทร. 0-2619-6622 เข้าชมเว็บไซต์ www.giffarine.com สามารถ สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ Giffarine Delivery โทร. 0-2619-5222 และสามารถเข้ามาร่วม พูดคุยและสอบถามเรื่องราวของกิฟฟารีนได้ทาง www.facebook.com/giffarine-thailands



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1273 ประจำวันที่ 8-2-2012 ถึง 10-2-2012



วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

http://www.youtube.com/watch?v=ft8k6cf1a7g

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กิฟฟารีน ติด TOP 100 ของโลก


‘กิฟฟารีน’TOP100ของโลก สร้างชื่อขายตรงไทยชนะ7พันบริษัทนานาชาติ
“กิฟฟารีน” ประกาศศักดาขายตรงไทย ติดอันดับบริษัทขายตรงชั้นนำของโลก 100 ลำดับแรกประจำปี 2009 ชนะกว่า 7,000 บริษัททั่วโลก จากผลการจัดอันดับของนิตยสาร Direct Selling News ในสหรัฐอเมริกา
จากการประกาศผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ www.directsellingnews.com ประจำปี 2552 (Direct Selling News Global 100 - 2009) จัดโดยนิตยสาร Direct Selling News ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิตยสารที่นำเสนอเนื้อหาข่าวสารข้อมูลในอุตสาหกรรมขายตรงในเชิงวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และนำไปใช้ในธุรกิจเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ โดยพิจารณาจากข้อมูลผลประกอบการปี 2552 ของ ทุกบริษัทเครือข่าย ผลการจัดอันดับล่าสุดในปี 2552 ปรากฏว่า บริษัท กิฟฟารีนฯ เป็นบริษัทขายตรงไทยรายเดียว ที่ติด Top 100 ของบริษัท ขายตรงทั่วโลก


พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่กิฟฟารีนได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทขายตรงชั้นนำหนึ่งในร้อยลำดับแรกของโลก จากบริษัทเครือข่ายทั้งหมดประมาณ 7,000 บริษัททั่วโลก ซึ่งกิฟฟารีนเป็นบริษัทขายตรง แบรนด์ไทยรายเดียวที่ติดอันดับดังกล่าว นับเป็นการตอกย้ำจุดแข็งในเรื่องของความสำเร็จในด้านการสร้างแบรนด์ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ ซึ่งบริษัทฯ ได้ทุ่มเทและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 14 ปีของการดำเนินงาน เพื่อให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และกิฟฟารีนมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ชื่อของบริษัทขายตรงไทยปรากฏอยู่ในการจัดอันดับบริษัทของวงการขายตรงโลก ชี้ให้เห็นว่าบริษัทของคนไทย และผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์จากฝีมือคนไทยได้รับการยอมรับในต่างประเทศทั่วโลก

“การได้ติดอันดับหนึ่งในร้อยบริษัทขายตรงชั้นนำระดับนานาชาตินั้น นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่สำหรับกิฟฟารีน แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดหัวใจของความสำเร็จ คือ เครือข่ายนักธุรกิจและสมาชิกผู้บริโภค รวมถึงพนักงานชาวกิฟฟารีนทุกคน และจากหลากหลายรางวัลที่กิฟฟารีนได้รับ ตลอดจนการยอมรับจากผู้บริโภค จึงเป็นบทพิสูจน์ของการที่กิฟฟารีนได้ให้ความสำคัญกับความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพ การสร้างความสำเร็จให้แก่นักธุรกิจกิฟฟารีน รวมถึงการสร้างแบรนด์มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 14 ปี จึงเป็นที่มาของยอดจำหน่ายที่สามารถนำพาชื่อเสียงจนติดอันดับ Top 100 ของโลกดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่กิฟฟารีนดำเนินการมาตลอดตามปณิธานของบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างถูกทาง และเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างชื่อให้กับธุรกิจและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยให้ปรากฏและเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก” พญ. นลินี ไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม

กิฟฟารีน เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยผลประกอบการที่เพิ่มขึ้น 10 % ทุกปี ยอดจำหน่ายรวมประจำปี 2552 ทั้งสิ้น 4,640 ล้านบาท มียอดขายโดยรวมแล้วเกินกว่า 35,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมอบผลประโยชน์ให้กับ นักธุรกิจกิฟฟารีนไปแล้วเกินกว่า 16,000 ล้านบาท และมีนักธุรกิจ กิฟฟารีนที่ประสบความสำเร็จ เป็นผู้มีรายได้เกินกว่าหลักล้านขึ้นไปแล้วมากกว่า 1,000 คน ปัจจุบัน กิฟฟารีนมีศูนย์บริการทั้งหมด 107 แห่ง ทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปี บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ทุ่มเทและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียง และความภูมิใจให้กับประเทศไทยในตลาดโลกได้อีกด้ว
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 180 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2553

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554


รางวัล Supper Brand แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกิฟฟารีน ที่ยิ่งใหญ่ในเวทีการค้าโลก